มูลค่าตลาด Stablecoin หายไป 1 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่พฤษภาคม: การหดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่คริปโตวินเทอร์ 2022 แต่เงินกำลัง "หมุน" ไม่ใช่ "หนี"
อัปเดต: 14 กรกฎาคม 2026 • อ่านราว 9 นาที
ในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่ราคาบิตคอยน์ที่วนเวียนอยู่ในกรอบ 62,000–64,000 ดอลลาร์ และชะตากรรมของร่างกฎหมาย CLARITY ในสภาคองเกรสสหรัฐฯ มีตัวชี้วัดหนึ่งที่เงียบเชียบแต่สำคัญยิ่งของตลาดคริปโตกำลังหดตัวลงอย่างเงียบ ๆ นั่นคือมูลค่าตลาดรวมของเหรียญ Stablecoin ตามข้อมูลที่ CoinDesk รวบรวมและเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2026 มูลค่าของ Stablecoin ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบได้ลดลงราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม นี่คือการปรับตัวลงที่น่าจับตาที่สุดในรอบหลายปี แต่ที่น่าสนใจคือ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับมองว่านี่ไม่ใช่สัญญาณให้ตื่นตระหนก
ตัวเลข: การหดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ Terra-Luna ล่มสลายปี 2022
หากพิจารณาเฉพาะเดือนมิถุนายน 2026 มูลค่าตลาด Stablecoin "ระเหย" ไปราว 7.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการลดลงในเชิงมูลค่าสัมบูรณ์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่เหรียญ UST ในระบบนิเวศ Terra-Luna ล่มสลายและเปิดฉากสิ่งที่เรียกกันว่า "คริปโตวินเทอร์" เมื่อนับจากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม การลดลงสะสมอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 3% ของขนาดตลาด Stablecoin ทั้งหมด นี่เป็นการหดตัวที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 แต่ยังห่างไกลจากการดิ่งลง 26% ของปี 2022 อยู่มาก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ขนาดของการปรับลงในปัจจุบันควรค่าแก่การจับตาในเชิงแนวโน้ม แต่ยังไม่มีลักษณะของวิกฤตความเชื่อมั่นแบบเต็มรูปแบบ Stablecoin ซึ่งถูกมองว่าเป็น "เงินสด" ของตลาดคริปโตและเป็นมาตรวัดสภาพคล่องที่พร้อมเข้าซื้อ กำลังหดตัวลง สะท้อนว่าเงินทุนบนเชน (on-chain) กำลังบางลงในขณะที่ตลาดสะสมกำลังอยู่บริเวณจุดต่ำสุดของปี
USDT และ USDC นำการหดตัว
สองเหรียญ Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดคือศูนย์กลางของการหดตัวครั้งนี้ มูลค่าตลาดของ Tether (USDT) ซึ่งเป็น Stablecoin อันดับหนึ่งของโลก ลดลงมาอยู่ที่ราว 1.84 แสนล้านดอลลาร์ จาก 1.9 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม ส่วน USDC ของ Circle ลดลงมากกว่าในเชิงสัดส่วน โดยถอยจาก 8 หมื่นล้านดอลลาร์มาอยู่ที่ราว 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ระดับการกระจุกตัวของตลาดแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดย Tether ยังครองสัดส่วนราว 58% ของมูลค่าตลาด Stablecoin ทั้งหมด ณ ต้นเดือนกรกฎาคม 2026 แสดงให้เห็นว่าตำแหน่งผู้นำของ USDT ยังไม่สั่นคลอน
การที่ปริมาณ USDT และ USDC ที่หมุนเวียนลดลง หมายความว่าส่วนหนึ่งของ "เงินรอลงทุน" บนกระดานเทรดและกระเป๋าออนเชนได้ถูกถอนออกหรือแปลงไปเป็นสินทรัพย์อื่น ด้วยกลไกการสร้างและไถ่ถอน (mint/redeem) Stablecoin จะถูกเผาทิ้งเมื่อนักลงทุนแลกกลับเป็นดอลลาร์หรือย้ายเงินทุน และนั่นคือหัวใจสำคัญของเรื่องราวนี้
ทำไมจึงไม่ควรตื่นตระหนก: เงินกำลังหมุน ไม่ใช่หนี
สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์ยังคงใจเย็นคือลักษณะของเงินทุนที่ไหลออกจาก Stablecoin ตามความเห็นที่ CoinDesk อ้างถึง การปรับลงครั้งนี้สะท้อนถึงสภาพคล่องออนเชนที่เย็นลงในขณะที่ตลาดเคลื่อนไหวในแนวราบ ไม่ใช่คลื่นนักลงทุนที่ละทิ้งคริปโต แทนที่จะถอนกลับเป็นเงินสกุลหลักแล้วออกจากตลาดไปเลย หลายคนกำลังหมุนเงินทุนจาก Stablecoin ไปยังสินทรัพย์ที่มีศักยภาพให้ผลตอบแทนสูงกว่า
หนึ่งในปลายทางที่ชัดเจนที่สุดคือมีมคอยน์ มูลค่าตลาดรวมของกลุ่มมีมคอยน์แตะระดับราว 3.47 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ กลางปี 2026 โดยเงินทุนที่ไล่ล่าผลตอบแทนสูงไหลเข้าสู่เหรียญที่เทรดบนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเชนของ Robinhood นอกจากนี้ กระแสหุ้นโทเคน (tokenized equity) ก็ดึงดูดเงินทุนอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยดีล IPO ของ SpaceX ได้ผลักดันปริมาณการซื้อขายหุ้นโทเคนขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์พอดีในช่วงที่มูลค่า Stablecoin กำลังลดลง เมื่อนักลงทุนเปลี่ยน Stablecoin เป็นสถานะมีมคอยน์หรือหุ้นดิจิทัล ปริมาณ Stablecoin ที่หมุนเวียนก็ลดลงตามธรรมชาติ แต่นั่นเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ของความกลัว
ภาพใหญ่: สภาพคล่องบางลงท่ามกลางจุดต่ำสุดของปี
การหดตัวของ Stablecoin เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่ตลาดคริปโตทั้งหมดสะสมกำลังอยู่ในระดับต่ำ มูลค่าตลาดคริปโตรวมอยู่ที่ราว 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2026 ลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ราว 4.27 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2025 บิตคอยน์แกว่งตัวในกรอบ 60,000–65,000 ดอลลาร์โดยปริมาณการซื้อขายค่อย ๆ ลดลง ส่วนอีเธอเรียมเคลื่อนไหวในแนวราบราว 1,800 ดอลลาร์
แรงกดดันมาจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ย ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น จุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและความเป็นไปได้ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ซึ่งมักสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การที่สภาพคล่อง Stablecoin หดตัวจึงเป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติของตลาดที่ระมัดระวัง ซึ่งนักลงทุนลด"กระสุน" ที่รออยู่หรือปรับสัดส่วนไปยังการเดิมพันที่มีโอกาสทำกำไรสูงกว่า
ความหมายต่อนักลงทุน
สำหรับนักลงทุน การหดตัวของ Stablecoin เป็นตัวชี้วัดที่ควรติดตามมากกว่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัย มูลค่าตลาด Stablecoin มักถูกมองว่าเป็น "เชื้อเพลิง" ของขาขึ้น เมื่อมันขยายตัว ตลาดมีเงินรอเข้าซื้อจำนวนมากเพื่อดันราคาขึ้น เมื่อมันหดตัว แรงซื้อที่มีศักยภาพก็บางลง การที่ตัวชี้วัดนี้ลดลงแสดงว่าแรงส่งขาขึ้นระยะสั้นกำลังอ่อนลง ซึ่งสอดคล้องกับภาวะแนวราบในปัจจุบันของบิตคอยน์และอีเธอเรียม
อย่างไรก็ตาม ลักษณะของ "การหมุนแทนการหนี" บ่งชี้ว่าความเสี่ยงที่ตลาดยอมรับได้ยังไม่ดับลง เพียงแต่กำลังเคลื่อนไปยังมุมที่เก็งกำไรมากขึ้นอย่างมีมคอยน์และหุ้นโทเคน สิ่งที่ต้องระวังคือ เงินทุนประเภทนี้เก็งกำไรสูงและพลิกกลับได้ง่าย เมื่อความรู้สึกแย่ลง เงินทุนอาจถอนออกจากมีมคอยน์เร็วกว่าตอนที่ออกจาก Stablecoin มาก นักลงทุนควรจับตาตัวแปรสามอย่าง ได้แก่ อัตราการสร้าง/ไถ่ถอนของ USDT และ USDC ในสัปดาห์ข้างหน้า ดัชนี Coinbase Premium (วัดความต้องการฝั่งสหรัฐฯ) และการไหลของเงินทุนใน ETF บิตคอยน์ ซึ่งเป็นสัญญาณล่วงหน้าที่บอกว่าสภาพคล่องจะกลับมาหรือจะไหลออกต่อ
บทสรุป
การที่มูลค่าตลาด Stablecoin หายไปราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นเครื่องเตือนว่าสภาพคล่องบนเชนกำลังบางลงหลังจากตลาดสะสมกำลังอยู่บริเวณจุดต่ำสุดมาหลายเดือน แต่ต่างจากปี 2022 ที่เงินทุนหนีออกจากรูปแบบ Stablecoin แบบอัลกอริทึมที่ล่มสลาย การหดตัวครั้งนี้มีสีสันของการจัดสรรใหม่ นั่นคือเงินออกจาก Stablecoin เพื่อไปหามีมคอยน์และหุ้นโทเคน นี่จึงเป็นทั้งสัญญาณว่าตลาดยังมีความอยากเก็งกำไรอยู่ และเป็นคำเตือนว่ารากฐานสภาพคล่องกำลังมั่นคงน้อยลง ตราบใดที่บิตคอยน์ยังต่อสู้อยู่บริเวณ 60,000 ดอลลาร์และเงินทุนยังไม่ไหลกลับอย่างชัดเจน ตัวชี้วัด Stablecoin ก็จะยังคงเป็นหนึ่งใน "เทอร์โมมิเตอร์" ที่เชื่อถือได้ที่สุดในการวัดสุขภาพที่แท้จริงของตลาด
⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้มีไว้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน นักลงทุนต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง