ดัชนี Coinbase Premium ติดลบ 60 วันติดต่อกัน ทำสถิติสูงสุด: อุปสงค์สหรัฐฯ ที่อ่อนแอกำลังฉุดบิตคอยน์

อัปเดต: 19 กรกฎาคม 2026 • อ่านราว 8 นาที

ในขณะที่คนทั้งวงการคริปโตจับตาราคาบิตคอยน์ ตัวชี้วัดที่เงียบแต่ทรงพลังตัวหนึ่งเพิ่งทำสถิติน่าเศร้า นั่นคือ ณ กลางเดือนกรกฎาคม 2026 ดัชนี Coinbase Bitcoin Premium ได้อยู่ในแดนลบต่อเนื่องกันถึง 60 วันทำการ ซึ่งเป็นช่วงยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล โดยค่าล่าสุดอยู่ที่ประมาณ -0.1025% ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงความผันผวนทางเทคนิค แต่มันเปิดเผยความจริงที่น่าอึดอัดเกี่ยวกับโครงสร้างตลาดในปัจจุบัน นั่นคือ นักลงทุนและสถาบันในสหรัฐฯ กำลังซื้อบิตคอยน์อย่างอ่อนแรงกว่าส่วนอื่นของโลกอย่างเห็นได้ชัด

Coinbase Premium คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญ

ดัชนี Coinbase Premium วัดส่วนต่างระหว่างราคาบิตคอยน์ที่ซื้อขายบนกระดาน Coinbase กับราคาบนกระดานซื้อขายสปอตรายใหญ่อื่น ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะ Binance เมื่อดัชนีเป็นบวก หมายความว่าบิตคอยน์มีราคาแพงกว่าบน Coinbase ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อในสหรัฐฯ แข็งแกร่งและยินดีจ่ายสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป ในทางกลับกัน เมื่อดัชนีเป็นลบ บิตคอยน์บน Coinbase จะถูกกว่ากระดานอื่น บ่งชี้ว่าแรงซื้อในสหรัฐฯ กำลังอ่อนลง

เหตุที่นักวิเคราะห์ให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดนี้เป็นพิเศษ ก็เพราะ Coinbase ซึ่งเป็นกระดานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มักถูกใช้เป็นเครื่องวัดอุณหภูมิอารมณ์และกระแสเงินของนักลงทุนสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสถาบัน การติดลบหนึ่งหรือสองวันถือเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อสถานะติดลบยืดยาวต่อเนื่องถึง 60 วันทำการ มันจึงไม่ใช่สัญญาณรบกวนระยะสั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้าง นั่นคืออุปสงค์ภายในประเทศของสหรัฐฯ ได้อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

60 วันที่ทำลายทุกสถิติก่อนหน้า

เพื่อให้เห็นความผิดปกติ ลองเทียบกับประวัติศาสตร์ สถิติติดลบต่อเนื่องครั้งก่อนอยู่ที่เพียง 40 วันทำการ ในช่วงวันที่ 16 มกราคม ถึง 24 กุมภาพันธ์ 2026 ดังนั้นสถิติ 60 วันในปัจจุบันจึงยาวกว่าสถิติเดิมถึง 50% ช่วงติดลบรอบนี้เริ่มต้นราววันที่ 19 พฤษภาคม 2026 และลากยาวไม่ขาดตอนตลอดเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ครอบคลุมเกือบทั้งครึ่งหลังของครึ่งปีแรก

สิ่งที่น่าสังเกตคือ สถานะติดลบนี้ยังคงอยู่แม้ในวันที่ราคาบิตคอยน์ฟื้นตัว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกครั้งที่ราคาปรับขึ้น แรงผลักดันหลักมาจากกระดานนอกสหรัฐฯ ขณะที่เงินทุนสหรัฐฯ ยังคงระมัดระวังและยืนดูอยู่ข้างสนาม การแยกทางเช่นนี้ทำให้การฟื้นตัวขาดความยั่งยืน

ภาพที่ยืนยันกัน: ETF สหรัฐฯ บันทึกเงินไหลออกสุทธิรายครึ่งปีเป็นครั้งแรก

Coinbase Premium ไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง มันสอดคล้องกับข้อมูลสำคัญอีกชุดหนึ่ง นั่นคือ กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ ปิดครึ่งปีแรกของปี 2026 ด้วยเงินไหลออกสุทธิราว 5.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กองทุนกลุ่มนี้มีเงินไหลออกสุทธิรายครึ่งปีนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อต้นปี 2024 สัญญาณสองประการ ทั้งพรีเมียมติดลบยาวนานและ ETF เงินไหลออก ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือเครื่องจักรดูดซับบิตคอยน์ของสถาบันสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของวัฏจักรขาขึ้นปี 2024–2025 กำลังหมดแรงชั่วคราว

บริบทของราคายิ่งเน้นย้ำความระมัดระวังนี้ ในสัปดาห์กลางเดือนกรกฎาคม บิตคอยน์ร่วงลงมาที่ราว 63,000–63,900 ดอลลาร์ ขณะที่อีเธอเรียมแกว่งตัวอยู่ราว 1,830–1,860 ดอลลาร์ มูลค่าตลาดคริปโตรวมอยู่ที่ประมาณ 2.27 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear & Greed Index) ร่วงลงมาที่ 25 จุด อยู่ในโซน "กลัวสุดขีด" สะท้อนอารมณ์ตั้งรับที่กำลังแผ่ขยาย

เหตุใดอุปสงค์สหรัฐฯ จึงอ่อนแอ

สาเหตุมีหลายชั้นเกี่ยวพันกัน ประการแรกคือปัจจัยมหภาค ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม ได้ฉุดความอยากเสี่ยง (risk-on) ทั่วโลกให้ลดลง ทำให้สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยงสูงอย่างคริปโตต้องเผชิญแรงกดดัน ประการที่สองคือความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน การถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับอัตราดอกเบี้ยภายใต้ประธานคนใหม่ ทำให้เงินทุนสถาบันมีเหตุผลที่จะรอมากกว่าจะลงทุนอย่างหนัก

ประการที่สาม และเป็นเชิงโครงสร้างมากกว่า คือความ "อ่อนล้า" ของอุปสงค์สถาบันหลังช่วงสะสมอย่างมหาศาล หลังจากคลื่น ETF และบริษัทที่ถือบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์สำรองได้ดูดซับอุปทานจำนวนมหาศาลในสองปีที่ผ่านมา ความเร็วในการซื้อใหม่ก็ชะลอลงตามธรรมชาติ เมื่อมูลค่าประเมินไม่น่าสนใจอีกต่อไปที่ระดับราคาสูง และเมื่อต้นทุนค่าเสียโอกาส (เทียบกับพันธบัตรและหุ้นเทคโนโลยี) กลายเป็นสิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักมากขึ้น

สิ่งนี้บอกอะไรแก่นักลงทุน

Coinbase Premium ที่ติดลบยาวนานไม่ใช่สัญญาณซื้อหรือขายโดยตรง แต่เป็นไม้บรรทัดวัด "สุขภาพของอุปสงค์" ที่ต้องอ่านตามบริบท ในแง่ลบ ตราบใดที่ดัชนียังติดลบ การฟื้นตัวของราคาก็มีแนวโน้มขาดแรงหนุนจากเงินทุนสหรัฐฯ และกลับตัวลงได้ง่าย ในแง่บวก นักวิเคราะห์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าช่วงติดลบสุดขั้วในอดีตบางครั้งก็ตรงกับจุดต่ำสุดของอารมณ์ตลาด ซึ่งเป็นช่วงที่ความมองโลกในแง่ร้ายได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาเป็นส่วนใหญ่แล้ว

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือจังหวะที่ดัชนีพลิกกลับมาเป็นบวก การเปลี่ยนจากลบเป็นบวกอย่างยั่งยืน พร้อมกับเงินทุน ETF ที่กลับมาไหลเข้าสุทธิ จะเป็นสัญญาณที่เชื่อถือได้ว่าอุปสงค์สถาบันสหรัฐฯ ได้ฟื้นตัวแล้ว ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับวัฏจักรขาขึ้นที่มั่นคงกว่า ในทางกลับกัน หากช่วงติดลบยืดยาวต่อไปถึง 70–80 วัน นั่นจะเป็นคำเตือนว่าตลาดยังอยู่ในช่วงสะสมกำลังอย่างระมัดระวัง และยังไม่พร้อมสำหรับแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน

บทสรุป

ช่วงติดลบ 60 วันทำการติดต่อกันของดัชนี Coinbase Premium เป็นหมุดหมายเชิงประวัติศาสตร์ และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเลขคือเรื่องราวเบื้องหลัง นั่นคือ แรงขับเคลื่อนอุปสงค์ที่สำคัญที่สุดของตลาดบิตคอยน์ ซึ่งได้แก่นักลงทุนและสถาบันสหรัฐฯ กำลังถอยออกไปชั่วคราว เมื่อรวมกับเงินไหลออกสุทธิ 5.4 พันล้านดอลลาร์จาก ETF และอารมณ์ "กลัวสุดขีด" ทิศทางของครึ่งหลังปี 2026 จึงขึ้นอยู่กับว่าเงินทุนสหรัฐฯ จะกลับมาหรือไม่เป็นอย่างมาก นักลงทุนควรมองตัวชี้วัดนี้เป็น "เทอร์โมมิเตอร์" ที่ต้องตรวจสอบอยู่เสมอ มากกว่าจะเป็นปุ่มกดเพื่อลงมือทันที

⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้มีไว้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลผันผวนสูงและมีความเสี่ยงมาก นักลงทุนต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง

แหล่งอ้างอิง: The Block, CoinDesk, CryptoPotato, Bloomingbit, Yahoo Finance (กรกฎาคม 2026)